- 8-การปกครองของสมัยอุมัยยะห์.
- 7-มัรวานที่ 2 และการโค่นล้มของราชวงศ์อุมัยยะฮ์.
- 6-สมัยของยะซิดที่ 2 และฮิชาม ( Hisham ).
- 5-อุมัรที่ 2 (ฮ.ศ.99-101 ค.ศ.717-720).
- 4-วะลีดที่ 1 (Walid 1) และสุลัยมาน (Sulaiman).
- 3-มัรวาน(Marwan)และอับดุลมาลิก(Abdul Malik)(ฮ.ศ.64-66 ค.ศ683-685).
- 2-สมัยของยะซิดและมุอาวิยะฮ์ที่ 2.
- 1-มุอาวิยะฮ์.
- 4-ท่านอะลี (Ali).
- 3-ท่านอุษมาน ('Uthman)
ฟิกฮฺในยุคสมัยของท่านนบี
คือช่วงเวลาอันประเสริฐที่สุดเพราะเป็น
ช่วงเวลาแห่งการประทาน อัลกุรอาน
“ฟิกฮุล วะห์ยฺ” นั่นคือฟิกฮฺที่มาจากองค์อัลลอฮฺตะอาลา

(1) ฟิกฮฺในยุคสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
ยุคสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือช่วงเวลาอันประเสริฐที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการประทาน
อัลกุรอาน ฟิกฮฺในยุคนี้จึงเรียกได้ว่าเป็น “ฟิกฮุล วะห์ยฺ” นั่นคือฟิกฮฺที่มาจากองค์อัลลอฮฺตะอาลา โดยพระองค์จะทรง
ประทานหุก่มต่างๆ ลงมายังท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในรูปของโองการอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺ แล้วท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ทำการเผยแพร่สิ่งนั้นสู่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน
ในยุคนี้ยังไม่มีการจำกัดความหรือบัญญัติคำว่า “ฟิกฮฺ” ว่าหมายถึงศาสตร์ที่ว่าด้วยหุก่มภาคปฏิบัติ ดังที่เข้าใจกัน
ในยุคหลัง แต่ฟิกฮฺในยุคนี้ได้ครอบคลุมทุกๆด้านของบทบัญญัติอิสลามไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะกีดะฮฺ (หลักการยึดมั่น)
หรืออิบาดาต (หลักการปฏิบัติ) ซึ่งเราอาจจะแบ่งฟิกฮฺในยุคนี้ออกเป็นสองระยะด้วยกันคือ
1 - ณ เมืองมักกะฮฺ
คือช่วงเวลาร่วม 13 ปี นับจากที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว
บทบัญญัติอิสลามจะเน้นหนักไปในเรื่องของหลักการยึดมั่นศรัทธา การห้ามการทำชิริก (ตั้งภาคีต่อองค์อัลลอฮฺ)
และเรื่องของจรรยามารยาทต่างๆ ในอิสลามเสียส่วนใหญ่ แทบจะไม่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหลักการปฏิบัติเลย
นอกจากการละหมาดซึ่งในช่วงแรกๆนั้นหมายถึงการละหมาดสองเวลาเช้า-เย็น (จนกระทั่งคืนอิสรออ์ เมียะรอจญ์
ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมขึ้นไปรับบทบัญญัติการละหมาดห้าเวลา ณ องค์อัลลอฮฺตะอาลา) และซะกาต
ซึ่ง ณ เวลานั้นหมายถึงการเศาะดะเกาะฮฺให้ทานที่ไม่ใช่วาญิบ(กระทั่งมีบัญญัติในปีที่สองหลังการฮิจญฺเราะฮฺว่า
ซะกาตคือการให้ทานที่เป็นวาญิบ)
2 - ณ เมืองมะดีนะฮฺ
หลังจากที่ อัลลอฮฺตะอาลาทรงอนุญาตให้ ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทำการฮิจญฺเราะฮฺอพยพไปยัง
เมืองมะดีนะฮฺและก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้น ก็เริ่มมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหลักการปฏิบัติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้อง
กับตัวบุคคล หรือที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม เช่น บทบัญญัติเกี่ยวกับหลักอิบาดาต การญิฮาด การแต่งงาน
และความสัมพันธ์ในครอบครัว บทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดทางอาญาและบทลงโทษ การซื้อ-ขายและการทำธุรกรรมต่างๆ
สิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบทบัญญัติอื่นๆ
ที่ครอบคลุมทุกๆ ด้าน ทุกๆแง่มุมของชีวิต
รูปแบบของการบัญญัติฮูก่มในยุคนี้
สรุปรูปแบบหรือแนวทางการบัญญัติหุก่มในยุคนี้ได้เป็นสองลักษณะ คือ
1 - เกิดเหตุการณ์ ปัญหา หรือคำถามที่ต้องการคำตอบหรือบทบัญญัติทางศาสนาขึ้น ในกรณีเช่นนี้ท่านนบีศ็อลลัลลอ
ฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจะรอการประทานคำตอบหรือฮูก่มจากองค์อัลลอฮฺตะอาลาก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งพระองค์จะทรงประทาน
โองการอัลกุรอานลงมายังท่านเพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหานั้นๆ หรืออาจจะเป็นในรูปของหะดีษ แต่ในบางครั้ง
อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นโดยไม่มีการประทานฮูก่มจากอัลลอฮฺ ซึ่งในกรณีนี้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็จะทำการ
อิจญ์ติฮาด(ใช้ความพยายามในการหาฮูก่มของปัญหา) ซึ่งหากถูกต้องอัลลอฮฺก็จะทรงเห็นชอบ
แต่หากการอิจญ์ติฮาดนั้นไม่ถูกต้อง พระองค์ก็จะทรงประทานโองการระบุถึงสิ่งที่ถูกต้อง ดังเช่นกรณีของเชลยศึก
ชาวมุชริกีนในสงครามบัดร์ เมื่อท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมตัดสินให้ไถ่ตัวไปได้ อัลลอฮฺก็ทรงประทาน
โองการตำหนิการตัดสินใจของท่าน เป็นต้น
ตัวอย่างของการบัญญัติฮูก่มประเภทนี้ ก็เช่น ครั้งหนึ่งเศาะหาบะฮฺได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเกี่ยวกับ
เลือดประจำเดือน อัลลอฮฺตะอาลาก็ทรงประทานโองการตอบคำถามนั้นในสูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ : 222และเมื่อเศาะหาบะฮฺ
ถามท่านถึงน้ำทะเล ท่านก็ตอบไปว่าน้ำทะเลนั้นสะอาดและสัตว์น้ำที่ตายในทะเลก็เป็นที่อนุมัติให้รับประทานได้
ดังปรากฏในตัวบทหะดีษ (อบูดาวูด 83, อัตติรมิซีย์ 69, อันนะสาอีย์ 332 และ 4350 , อิบนุ มาญะฮฺ 386 และ 3264)
ทั้งนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบไปด้วยโองการที่ลงมายังท่าน เป็นต้น
2 - บทบัญญัติที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยที่ไม่มีคำถาม หรือ เหตุการณ์ใดๆเป็นสาเหตุของการบัญญัติ ทั้งนี้ก็เพราะว่าองค์
อัลลอฮฺตะอาลานั้นทรงรอบรู้ถึงความต้องการ และสิ่งที่จำเป็นต่อมนุษย์สำหรับการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ เพราะบทบัญญัติ
อิสลามนั้นไม่ได้เป็นเพียงคำตอบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสังคมใหม่ขึ้นด้วยกฏเกณฑ์และระเบียบ
ที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม และการกำหนดหน้าที่ของบ่าวที่พึงมีต่อเอกองค์อัลลอฮฺตะอาลาเพื่อเป็นรากฐาน
อันมั่นคงของสังคมสืบต่อไป ตัวอย่างของการบัญญัติหุก่มประเภทนี้ก็เช่น การกำหนดให้มีการชูรอ (ปรึกษาหารือ)
หรือการแจกแจงวิธีการจ่ายซะกาต เป็นต้น
ลักษณะเด่นของการบัญญัติหุก่มในยุคนี้
1 – เป็นการบัญญัติแบบทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป
กล่าวคือ บทบัญญัติทั้งหมดไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นในคราวเดียวแต่เป็นการบัญญัติทีละขั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากน้อยไปสู่มาก
ง่ายไปสู่ยาก ตลอดระยะเวลา 23 ปี ยกตัวอย่างเช่น บทบัญญัติการละหมาดซึ่งในขั้นแรกนั้นกำหนดให้ละหมาด
วันละสองเวลาเช้า-เย็นแล้วจึงเพิ่มเป็นห้าเวลา
การห้ามดื่มเหล้าก็เช่นกัน เป็นไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไม่ได้ห้ามเด็ดขาดในคราวเดียว เป็นต้น ซึ่งวิธีการเช่นนี้
ทำให้ไม่รู้สึกยากลำบากในการที่จะน้อมรับและปฏิบัติตาม
2 – การปฏิเสธสิ่งที่จะทำให้เกิดความยากลำบาก
ซึ่งลักษณะข้อนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะบทบัญญัติในยุคนี้เท่านั้นแต่ยังครอบคลุมบทบัญญัติอิสลามในทุกยุคทุกสมัย กล่าวคือ
บทบัญญัติอิสลามนั้นไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินความสามารถของมนุษย์ และหากว่ามีอุปสรรคใดๆ ที่จะมาทำให้การปฏิบัติตาม
บทบัญญัติอิสลามนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก อิสลามก็จะมีทางออกให้ด้วยการผ่อนปรน อนุโลมและอนุญาต
ให้ปฏิบัติเท่าที่ความสามารถจะมี เช่น ในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วยเดินทาง หลงลืม หรือพลาดพลั้ง อิสลามก็จะมี
บทบัญญัติเฉพาะที่เป็นทางออกของผู้ที่ประสบกับกรณีนั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหากเราพิจารณาดูบทบัญญัติอิสลาม
ทั้งหมดจะพบว่ามีน้อยมากและแต่ละอย่างก็ใช้เวลาปฏิบัติไม่มาก เมื่อเทียบกับเวลาที่เรามี จึงไม่ถือเป็นอุปสรรค
ในการดำเนินชีวิตเลยแม้แต่น้อย
3 - การแทนที่บทบัญญัติใดบทบัญญัติหนึ่งด้วยบทบัญญัติที่ดีกว่า (นัซคฺ)
กล่าวคือ อัลลอฮฺตะอาลา อาจจะทรงบัญญัติหุก่มหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้ในระยะเวลาหนึ่ง โดยที่พระองค์ทรงรู้ว่าเมื่อถึงเวลาอันควร
พระองค์จะทรงแทนที่หุก่มนั้นด้วยหุก่มอื่นที่เหมาะกับเวลานั้นมากกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้พระองค์ทรงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการ
เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดก็เป็นไปด้วยหิกมะฮฺ (วิทยปัญญาและเหตุผล) ของพระองค์เพราะพระองค์
ทรงรอบรู้ในทุกๆสิ่ง
ตัวอย่างของการนัซคฺ ก็เช่นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับอิดดะฮฺ (การครองตนโดยไม่แต่งงาน)ของหญิงที่สามีตาย ซึ่งในระยะแรกนั้น
อิดดะฮฺของนางคือ 1 ปีเต็ม ตามที่ปรากฏในอัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ : 240 หลังจากนั้นอัลลอฮฺตะอาลาก็ทรงเปลี่ยน
ให้เป็น 4 เดือน กับ 10 วันดังปรากฏในสูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ : 234 เป็นต้น
ไม่มีการคิลาฟ (การขัดแย้งทางทัศนะ) ในยุคนี้
เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีชีวิตอยู่ในยุคนี้ และท่านก็เป็นผู้บอกหุก่มที่มาจากองค์อัลลอฮฺตะอาลา
เมื่อมีปัญหาใดๆทุกคนก็จะกลับไปหาท่าน สอบถามท่าน กล่าวคือ บทบัญญัติทั้งหมดนั้นล้วนมาจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺ
พร้อมคำอธิบายและการตอบข้อซักถามของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงไม่มีการขัดแย้งทางทัศนะเกิดขึ้นในยุคนี้
การจดบันทึกในยุคนี้
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้ตั้งให้เศาะหาบะฮฺบางท่านทำหน้าที่บันทึกโองการอัลกุรอานที่ถูกประทาน
ลงมายังท่าน เช่น ท่านเซด บิน ษาบิต หรือท่านอะลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา และท่านอื่นๆ
ในส่วนของหะดีษนั้น ช่วงแรกๆท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้ห้ามให้บันทึกเพราะเกรงว่าจะสับสนกับอัลกุรอาน
แต่ภายหลังท่านก็อนุญาตให้บันทึกไว้ได้ ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ทำการบันทึกหะดีษของท่านในยุคนี้ ก็คือท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัมร์
บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮฺ
วันที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากไปนั้น อัลกุรอานล้วนถูกบันทึกไว้ทั้งหมดแล้ว เพียงแต่อยู่กระจัดกระจาย
และยังไม่ได้ถูกรวบรวมเป็นเล่ม แต่กระนั้นเศาะหาบะฮฺหลายๆท่านก็ท่องจำอัลกุรอานขึ้นใจ จนกระทั่งสมัยของท่านอบูบักรฺ
เราะฎิยัลลอฮฺอันฮฺ ที่เริ่มมีการรวบรวมอัลกุรอาน และเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในยุคท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮอันฮฺ
ซึ่งถือว่าเป็นการรวบรวมขั้นสุดท้าย
ในส่วนของหะดีษ ถึงแม้จะไม่มีการจดบันทึกไว้ทั้งหมด แต่บรรดาเศาะหาบะฮฺก็ท่องจำขึ้นใจเช่นกัน ทั้งนี้
แต่ละท่านก็ท่องจำมากน้อยต่างกันไป ที่สำคัญคือ สุนนะฮฺทั้งหมดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
ได้รับการท่องจำและรายงานต่ออย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ข้อสรุป
จะเห็นได้ว่าฟิกฮฺในยุคของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมนั้นยังไม่ได้ถูกจำกัดความเช่นที่เราเข้าใจกันทุกวันนี้
แต่ฟิกฮฺในยุคนั้นหมายถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบัญญัติอิสลามในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นในด้านอะกีดะฮฺหลักการยึดมั่น
อิบาดาตหลักการปฏิบัติ หรือ จรรยามารยาทต่างๆในอิสลาม และการบัญญัติหุก่มในยุคนั้นก็ยึดเพียงอัลกุรอานและหะดีษเป็นหลัก
เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยใดๆ ทุกคนก็จะกลับไปถามท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมทันที
จึงไม่มีข้อขัดแย้งทางทัศนะใดๆ เกิดขึ้น
แหล่งอ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติมได้จาก :
1- ตารีค อัตตัชรีอฺ อัลอิสลามีย์ - เขียนโดย เชค มันนาอฺ อัลก็อฏฏอน
2- อัลมัดค็อล ลิ ดิรอซะฮฺ อัชชะรีอะติล อิสลามิยะฮฺ - เขียนโดย ศ.ดร.อับดุลกะรีม ซัยดาน
3- อัลมัดค็อล อิลา อัชชะรีอะฮฺ วัล ฟิกฮฺ อัลอิสลามีย์ - เขียนโดย ศ.ดร.อุมัรฺ อัลอัชก็อรฺ
test
t
5- ข้อความแรกและสุดท้ายจากอัลกุรอานที่ถูกประทานลงมา
และข้อความสุดท้ายจากอัลกุรอานคือ “ พวกท่านทั้งหลายจงเกรงกลัววันที่พวกท่านจะถูกนำ
กลับคืนไปหาอัลเลาะห์หลังจากนั้นทุกชีวิตจะถูกตอบแทนโดยครบถ้วนสมบูรณ์
ตามที่แต่ละชีวิตได้กระทำไว้ โดยพวกเขาจะไม่ถูกคดโกงเลย “ (อัลบะกอเราะห์ : 281)
4 – อายะห์ และซูเราะห์ของอัลกุรอาน
ประชาชาติอิสลามมีมติเป็นเอกฉันท์ (อิจมาอ์)ว่าการเรียบเรียงอายะห์ อัลกุรอานตามรูปแบบที่
เราเห็นอยู่ในเล่มอัลกุรอานในปัจจุบันนี้นั้น ถือเป็นข้อยุติ (เตากีฟ) มาจากท่านนบี(ซ.ล) ไม่ใช่
เป็นเรื่องของความเห็น และไม่ใช่เป็นเรื่องของการวินิจฉัย
There are lots of places you can get help with Joomla!. In many places in your site administrator you will see the help icon. Click on this for more information about the options and functions of items on your screen. Other places to get help are:

banner


banner

บาท(ไทย) - ปอนด์(อียิปต์)
ปอนด์(อียิปต์) - บาท(ไทย)
...













บาท(ไทย) - ปอนด์(อียิปต์)
ปอนด์(อียิปต์) - บาท(ไทย)






