- 8-การปกครองของสมัยอุมัยยะห์.
- 7-มัรวานที่ 2 และการโค่นล้มของราชวงศ์อุมัยยะฮ์.
- 6-สมัยของยะซิดที่ 2 และฮิชาม ( Hisham ).
- 5-อุมัรที่ 2 (ฮ.ศ.99-101 ค.ศ.717-720).
- 4-วะลีดที่ 1 (Walid 1) และสุลัยมาน (Sulaiman).
- 3-มัรวาน(Marwan)และอับดุลมาลิก(Abdul Malik)(ฮ.ศ.64-66 ค.ศ683-685).
- 2-สมัยของยะซิดและมุอาวิยะฮ์ที่ 2.
- 1-มุอาวิยะฮ์.
- 4-ท่านอะลี (Ali).
- 3-ท่านอุษมาน ('Uthman)
3. คำนิยามของอัลกุรอานุ้ลกะรีม นามชื่อของอัลกุรอาน
และเป้าหมายของอัลกุรอาน
3- คำนิยามของอัลกุรอานุ้ลกะรีม นามชื่อของอัลกุรอาน และเป้าหมายของอัลกุรอาน
นิยามของ อัลกุรอานุ้ลกะรีม:
คือคำพูดของอัลเลาะห์ ที่เป็นมัวะอ์ญิซะห์, ซึ่งถูกประทานลงมาให้แก่ มุฮำหมัดศาสนทูตของพระองค์ บรรจุ
อยู่ในเล่ม รายงานถ่ายทอดต่อกันมาด้วยคนจำนวนมาก (ตะวาตุร), ซึ่งการอ่านอัลกุรอานเป็นอิบาดะห์.
(คำว่ามัวะอ์ญิซะห์: คือสิ่งท้าทายที่ผู้ถูกท้าทายไม่อาจนำมาได้เสมอเหมือน)
คำว่าอัลกุรอาน–ทางด้านภาษา- เป็นมัสดัรของฟิอิ้ล(ก่อร่ออะ) ที่มีความหมายว่า (ตะลา) ได้อ่าน,
และจากความหมายของมัสดัรนี้ได้ถูกถ่ายทอดและนำมาตั้งเป็นชื่อให้แก่คำพูดของอัลเลาะห์–ตาอาลา-
โดยนำเอามัสดัร“กุรอาน” (การอ่าน) ไปใช้ในความหมายของมัฟอูล “มักรูอ์”(หมายถึงสิ่งที่ถูกอ่าน).
คำว่าอัลกุรอานในความหมายที่แปลว่า “ กิรออะห์” (การอ่าน) นั้นมีปรากฏในคำดำรัสของอัล
เลาะห์ตาอาลาที่ว่า:
{ لاَ تَحَرِّكْ بِهِ لِسَانَكَ لِتَعْجَلَ بِهِ * إِنَّ عَلَيْنَا جَمْعَهُ وَقُرْآنَهُ * فَإِذَا قَرَأْنَاهُ فَاتَّبِعْ قُرْآنَهُ }
“โอ้มุฮำหมัดเจ้าอย่าขยับลิ้นของเจ้าอ่านอัลกุรอาน เพราะเจ้ารีบร้อนอ่านก่อนที่ญิบรีลจะอ่านเสร็จ แน่แท้เป็น
หน้าที่ของเราที่จะต้องรวบรวมอัลกุรอานไว้ในอกของเจ้าและเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องอ่านอัลกุรอาน
เพื่อให้เจ้าจดจำดังนั้นเมื่อเราได้ให้ญิบรีลอ่านอัลกุรอานให้เจ้าฟังเจ้าจงอ่านตามโดยไม่ต้องรีบร้อน“ (อัลกิ
ยามะห์16- 18)
(คำว่า“ กุรอาน” ในอายะห์ที่17 และ18 มีความหมายว่า“ อ่าน” )
สำหรับคัมภีร์อัลกุรอานมีชื่อมากหมาย เช่น:
ก- (อัลฟุรกอน) เพราะอัลกุรอานจะแยกระหว่างสัจธรรม (อัลฮักก์) กับความมดเท็จ(อัลบาติล)
อัลเลาะห์ตาอาลา ตรัสว่า:
{ تَبَارَكَ الَّذِيْ نَزَّلَ الْفُرْقَانَ عَلَى عَبْدِهِ لِيَكُوْنَ لِلْعَالَمِيْنَ نَذِيْرًا }
“ ผู้ซึ่งประทานอัลฟุรกอนให้แก่บ่าวของพระองค์(มุฮำหมัด) ทรงจำเริญยิ่งเพื่อเขาจะเป็นผู้ตักเตือนแก่
ชาวโลกทั้งหลาย“ (อัลฟุรกอน: 1)
ข- (อัลกิตาบ) อัลเลาะห์ตาอาลาตรัสว่า:
{ اَلْحَمْدَ لِلّهِ الَّذِيْ أَنْزَلَ عَلَى عَبْدِهِ الْكِتَابَ وَلَمْ يَجْعَلْ لَهُ عِوَجًا }
“การสรรเสรญเป็นสิทธิ์แด่อัลเลาะห์ผู้ประทานอัลกิตาบให้แก่บ่าวของพระองค์และพระองค์มิได้ทำให้มันมี
การบิดเบือนใดๆ “ (อัลกะห์ฟิ: 1)
ค- (อัซซิกร์) อัลเลาะห์ตาอาลาตรัสว่า:
{ هذَا ذِكْرٌ مُبَارَكٌ أَنْزَلْنَاهُ أَفَأَنْتُمْ لَهُ مُنْكِرُوْنَ }
“ และนี่คือซิกร์ (คำตักเตือน) อันจำเริญยิ่ง ที่เราได้ประทานมันลงมา แล้วพวกเจ้ายังจะปฏิเสธมันอีกหรือ
“ (อัลอันบิยาอ์: 50)
ง- (อัตตันซีล) อัลเลาะห์ตาอาลาตรัสว่า:
{ وَإِنَّهُ لَتَنْزِيْلُ مِنْ رَبِّ الْعَالَمِيْنَ * نَزَلَ بِهِ الرُّوْحُ اْلأَمِيْنُ * عَلَى قَلْبِكَ لِتَكُوْنَ مِنَ الْمُنْذِرِيْنَ }
“ แท้จริงมันคือตันซีล(การประทานลงมา) จากองค์อภิบาลแห่งสากลโลก ญิบรีลผู้ซื่อสัตย์เป็นผู้นำลงมา
ยังหัวใจของเจ้าเพื่อเจ้าจะเป็นผู้ตักเตือนคนหนึ่ง“ (อัชชุอะรออ์: 192- 194)
ที่กล่าวมานี้เป็นชื่อที่แพร่หลายของอัลกุรอาน, มีนักวิชาการหลายท่านที่กล่าวว่าอัลกุรอานยังมีอีก
หลายชื่อ, แต่ในความเป็นจริงแล้วชื่อเหล่านั้นเป็นคุณลักษณะของอัลกุรอาน ไม่ใช่เป็นชื่อ.
ส่วนเป้าหมายของอัลกุรอานที่อัลเลาะห์ได้ประทานอัลกุรอานลงมามีเป้าหมายหลายประการแต่ที่
สำคัญมีดังนี้:
หนึ่ง: ชี้นำมนุษยชาติ อัลกุรอานจะชี้นำสู่สิ่งที่ทำให้มนุษยชาติมีความสุขทั้งโลกดุนยานี้และโลกหน้า
อาคิเราะห์.
การชี้นำของอัลกุรอานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สำคัญคือ:
เป็นการชี้นำทั่วไป, ครบถ้วนสมบูรณ์, และชัดเจน
ก) เป็นการชี้นำทั่วไป:เพราะการชี้นำของอัลกุรอานครอบคลุมถึงมนุษย์ และญินในทุกเวลาและสถานที่.
อัลเลาะห์ตาอาลาได้ตรัสบัญชาแก่มุฮำหมัดศาสนทูตของพระองค์ให้อธิบายเรื่องดังกล่าวแก่พวกที่
มุฮำหมัดถูกส่งไปยังพวกเขา:
{ قُلْ أَيُّ شَيْءٍ أَكْبَرُ شَهَادَةُ قُلِ اللّهُ شَهِيْدٌ بَيْنِيْ وَبَيْنَكُمْ وَأُوْحِيَ إِلَيَّ هذَا الْقُرْآنُ ِلأُنْذِرَكُمْ بِهِ وَمَنْ بَلَغَ }
“ โอ้มุฮำหมัดจงกล่าวเถิดว่าสิ่งใดเป็นพยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด, จงตอบเถิดว่าอัลเลาะห์เป็นพยานระหว่างฉันกับ
พวกท่านและอัลกุรอานนี้ได้ถูกประทานลงมายังฉันเพื่อจะได้ใช้เป็นสิ่งตักเตือนพวกท่านและผู้ที่อัลกุรอานนี้
ไปถึง“ ( อัลอันอาม: 19)
หมายความว่าโอ้มุฮำหมัดจงกล่าวแก่พวกผู้ตั้งภาคีที่มาโต้เถียงกับท่านในเรื่องที่ท่านนำมาประกาศ
เชิญชวน. เจ้าจงถามพวกเขา สิ่งที่มีอยู่นี้มีสิ่งใดเป็นพยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกท่านจะยอมรับอย่างราบคาบ
? หลังจากนั้นอัลเลาะห์ได้ใช้ท่านนบีให้ตอบแก่พวกผู้ตั้งภาคีต่อคำถามนี้ด้วยข้อเท็จจริงที่ไม่มีผู้มีปัญญาคน
ใดกล้าโต้เถียงคือ: การเป็นพยานของอัลเลาะห์ยิ่งใหญ่ที่สุดแข็งแกร่งที่สุดและใสสะอาดที่สุด, เพราะเป็น
พยานของผู้ที่ไม่มีทางจะโกหกหรือผิดพลาด, และแท้จริงอัลเลาะห์– ซุบฮานะฮ์– ได้เป็นพยานยืนยันแล้วว่า
ฉันพูดจริงในสิ่งที่ฉันนำออกเผยแพร่ดังนั้นด้วยเหตุผลอันใดพวกท่านจึงขัดขวางการเผยแพร่ของฉัน, และ
ขัดขวางแนวทางที่ถูกต้อง?
ต่อมาอัลเลาะห์– ซุบฮานะฮ์- ก็ได้บรรยายว่าอัลกุรอานนั้นเป็นสิ่งที่ใช้ท้าทายอันเป็นนิรันดร์
(มัวะอ์ญิซะห์คอลิดะห์) สำหรับท่านนบี(ซ.ล) โดยพระองค์ตรัสว่า:
{ وَأُوْحِيَ إِلَيَّ هذَا الْقُرْآنُ ِلأُنْذِرَكُمْ بِهِ وَمَنْ بَلَغَ }
“ และอัลกุรอานนี้ได้ถูกประทานลงมายังฉันเพื่อจะได้ใช้เป็นสิ่งตักเตือนพวกท่านและผู้ที่อัลกุรอานนี้ไปถึง“
( อัลอันอาม: 19)
หมายความว่าอัลเลาะห์ตาอาลาได้ประทานอัลกุรอานนี้ให้แก่ฉันโดยทาง วะฮีย์ที่สัจจริงเพื่อฉัน
จะใช้เป็นสิ่งตักเตือนพวกท่านโอ้ชาวมักกะห์, และเพื่อใช้เป็นสิ่งตักเตือนแก่พวกที่อัลกุรอานนี้ไปถึงและที่คำ
ประกาศของอัลกุรอานไปถึงทั้งชาวอาหรับและที่ไม่ใช่ชาวอาหรับในทุกเวลาและสถานที่จนถึงวันกิยามะห์.
ประโยคนี้บ่งชี้ว่าการแต่งตั้งท่านนบี(ซ.ล) นั้นเป็นการทั่วไป(ไม่ได้เจาะจงประชาชาติใด),
เช่นเดียวกับที่บ่งชี้ว่าข้อบังคับใช้ของอัลกุรอานนั้นครอบคลุมถึงผู้ที่มีอยู่ในขณะที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา,
และยังครอบคลุมไปถึงผู้ที่จะมีมาภายหลังจากอัลกุรอานได้ประทานลงมาแล้วและคำประกาศเชิญชวนของ
อัลกุรอานไปถึงพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่เคยเห็นท่านนบี(ซ.ล).
มีปรากฏในฮะดีษว่า: “ พวกท่านจงเผยแพร่ศาสนาแทนอัลเลาะห์ดังนั้นผู้ใดที่อายะห์หนึ่งจากคัมภีร์
ของอัลเลาะห์ไปถึงเขาก็เท่ากับคำสั่งของอัลเลาะห์ไปถึงเขาแล้ว“
เล่าจากมุฮำหมัดบุตรกะอับว่า: “ ผู้ใดที่อัลกุรอานุ้ลกะรีมไปถึงเขาก็เท่ากับเขาได้เห็นท่านนบี
(ซ.ล) “
นับเป็นอายะห์อัลกุรอานที่บ่งชี้ว่าการชี้นำของอัลกุรอานเป็นการชี้นำทั่วไปอีกเช่นเดียวกันก็ได้แก่คำดำรัส
ของอัลเลาะห์ตาลาว่า:
{ قُلْ يَاأَيُّهَا النَّاسُ إِنِّيْ رَسُوْلُ اللهِ إِلَيْكُمْ جَمِيْعًا }
“ โอ้มุฮำหมัดจงประกาศเถิดว่ามนุษยชาติทั้งหลายแท้จริงฉันคือศาสนทูตของอัลเลาะห์ที่มายังพวกท่านทั้ง
มวล“ ( อัลอะอ์รอฟ: 158)
ข)ความครบถ้วนสมบูรณ์ของการชี้นำของอัลกุรอาน
เพราะการชี้นำของอัลกุรอานนั้นครอบคลุมโดยครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดถึงสิ่งที่มนุษยชาติรู้จักจาก
เรื่องต่างๆที่มนุษยชาติต้องการทั้งในหลักศรัทธา, หลักจรรยา, หลักอิบาดะห์, หลักการทำธุรกรรมและการ
ชี้นำของอัลกุรอานยังได้ช่วยจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับพระผู้เป็นเจ้าและกับโลกที่มนุษย์อาศัย
อยู่, การชี้นำของอัลกุรอานยังยืนหยัดอยู่บนเส้นทางอันมั่นคงระหว่างความต้องการของจิตวิญญาณกับความ
ต้องการของร่างกาย โดยไม่ให้น้ำหนักไปในทางใด, แนวทางของอัลกุรอานในเรื่องนี้ได้แก่คำดำรัสของอัล
เลาะห์ตาอาลาที่ว่า:
{ وَابْتَغِ فِيْمَا آتَاكَ اللهُ الدَّارَ الآخِرَةَ وَلاَ تَنْسَ نَصِيْبَكَ مِنَ الدُّنْيَا }
“ และเจ้าจงแสวงหาสิ่งที่อัลเลาะห์ได้ประทานแก่เจ้าเพื่ออาคิเราะห์ และอย่าลืมส่วนดีของเจ้าจากโลกนี้“
(อัลกอซอซ: 77)
และคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า:
{ يَا بَنِيْ آدَمَ خُذُوْا زِيْنَتَكُمْ عِنْدَ كُلِّ مَسْجِدٍ وَكُلُوْا وَاشْرَبُوْا وَلاَ تُسْرِفُوْا إِنَّهُ لاَ يُحِبُّ الْمُسْرِفِيْنَ }
“ โอ้ลูกหลานของอาดัมจงแต่งกายของพวกเจ้าให้เรียบร้อยณทุกมัสยิดเถิดพวกเจ้าจงกินจงดื่มและอย่า
ฟุ่มเฟือยเพราะพระองค์ไม่โปรดพวกที่ฟุ่มเฟือย“ (อัลอะอ์รอฟ: 31)
และคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า:
{ فَإِذَا قُضِيَتِ الصَّلاَةُ فَانْتَشِرُوْا فِى اْلأَرْضِ وَابْتَغُوْا مِنْ فَضْلِ اللهِ وَاذْكُرُوا اللهَ كَثِيْرًا لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُوْنَ }
“ เมื่อเสร็จจากละหมาดพวกเจ้าจงแยกย้ายกันไปในหน้าแผ่นดินและจงแสวงหาความโปรดปรานของอัลเลาะห์
และจงรำลึกถึงอัลเลาะห์ให้มากแน่นอนว่าพวกเจ้าจะได้รับความสุข” (อัลญุมอะห์: 10)
ง- ความชัดเจนของการชี้นำของอัลกุรอาน:
อัลกุรอานแจ่มชัดเป็นอย่างยิ่งในการนำเสนอเรื่องราวและประเด็นต่างๆเป็นการนำเสนอที่ประณีตและเร้า
ใจมีสื่อของความชัดเจนและแรงกระตุ้นให้เกิดความพึงพอใจอยู่อย่างพร้อมมูล ด้วยรูปแบบที่โดดเด่นใน
ความลึกซึ้งและคำบรรยายที่หมดจดงดงาม.
เราสามารถที่จะสำผัสสิ่งดังกล่าวได้อย่างชัดแจ้งในทุกเรื่องที่มีอยู่ในอัลกุรอาน: อาทิเช่นประวัติต่างๆ
, ข้อเปรียบเทียบ, บทบัญญัติ, หลักศรัทธา, หลักจรรยา, ข้อแนะนำ, ที่ครอบคลุมทุกกิจการทั้งทาง
ศาสนาและทางโลก…
อัลเลาะห์ทรงสัจจะที่พระองค์ตรัสว่า:
{ اَللهُ نَزَّلَ أَحْسَنَ الْحَدِيْثِ كِتَابًا مُتَشَابِهًا مَثَانِيَ تَقْشَعِرُّ مِنْهُ جُلُوْدُ الَّذِيْ يَخْشَوْنَ رَبَّهُمْ ثُمَّ تَلِيْنُ جُلُوْدُهُمْ وَقُلُوْبُهُمْ إِلَى ذِكْرِ اللهِ ذلِكَ هُدَى اللهِ يَهْدِيْ بِهِ مَنْ يَشَاءُ وَمَنْ يُضْلِلِ اللهُ فَمَالَهُ مِنْ هَادٍ }
“ อัลเลาะห์ได้ประทานถ้อยคำที่งดงามเป็นคัมภีร์ที่มีความคล้องจองซ้ำๆกัน ผิวหนังของพวกที่ยำเกรง
องค์อภิบาลของพวกเขาลุกชันขึ้นเมื่อได้รับฟังถ้อยคำที่งดงามนั้น แล้วต่อมาผิวหนังและหัวใจของพวกเขา
จะสงบลงสู่การรำลึกถึงอัลเลาะห์นั่นคือการชี้นำของอัลเลาะห์ที่พระองค์จะชี้นำแก่ผู้ที่พระองค์ประสงค์
และผู้ใดที่พระองค์ให้หลงผิดจะไม่มีผู้ใดชี้นำทางที่ถูกต้องให้แก่เขาได้“ (อัซซุมัร: 23 )
สอง: การท้าทาย(อัลเอียะอ์ญาซ)
หมายความว่าอัลกุรอานเป็นสิ่งที่ใช้ท้าทายอันเป็นนิรันดร์ของท่านนบี(ซ.ล) (ที่ผู้ถูกท้าทายต้องยอม
จำนน) ยืนยันสัจจะในสิ่งที่ท่านได้นำมาเผยเเพร่จากองค์อภิบาลของท่าน.
หลักฐานที่ว่าอัลกุรอานเป็นสิ่งท้าทายมวลมนุษย์ทั้งปวง– หมายความว่า: มนุษย์ไม่มีความสามารถ
จะนำสิ่งที่อัลกุรอานได้ท้าทายมาได้ - อัลกุรอานได้ท้าทายมนุษย์ให้นำมาเหมือนอัลกุรอานแต่มนุษย์ก็ไม่มี
ความสามารถนำมาได้. อัลเลาะห์ ตาอาลาตรัสว่า :
{ فَلْيَأْتُوْا بِحَدِيْثٍ مِثْلِهِ إِنْ كَانُوْا صَادِقِيْنَ }
“ ให้พวกเขาจงนำถ้อยคำที่เหมือนกับอัลกุรอานมาถ้าหากพวกเขาพูดความจริง “ ( อัตตูร: 34)
ต่อมาอัลกุรอานได้ท้าทายพวกเขาให้นำมาสักสิบซูเราะห์ที่เหมือนกับอัลกุรอานแต่พวกเขาก็ไม่
ประสพผลสำเร็จ อัลเลาะห์ตาอา ตรัสว่า:
{ أَمْ يَقُوْلُوْنَ افْتَرَاهُ قُلْ فَأْتُوْا بِعَشْرِ سُوَرٍ مِثْلِهِ مُفْتَرَيَاتٍ وَادْعُوْا مَنِ اسْتَطَعْتُمْ مِنْ دُوْنِ اللهِ إِنْ كُنْتُمْ صَادِقِيْنَ }
“ หรือพวกเขากล่าวว่ามุฮำหมัดปลอมแปลงอัลกุรอานขึ้นมา โอ้มุฮำหมัดจงกล่าวเถิดว่าถ้าเช่นนั้นให้พวกท่าน
นำมาสักสิบซูเราะห์ที่ปลอมแปลงขึ้นเหมือนอัลกุรอาน และพวกท่านจงเรียกผู้ที่พวกท่านเห็นว่ามี
ความสามารถอื่นจากอัลเลาะห์ให้มาช่วยถ้าหากพวกท่านพูดจริง “ (ฮูด: 13)
และต่อมาอัลกุรอานก็ได้ท้าทายพวกเขาให้นำมาเพียงหนึ่งซูเราะห์ที่เหมือนกับอัลกุรอานและพวกเขา
ก็ไม่สามารถนำมาได้. อัลเลาะห์ตรัสว่า:
{ وَإِنْ كُنْتُمْ فِيْ رَيْبٍ مِمَّا نَزَّلْنَا عَلَى عَبْدِنَا فَأْتُوْا بِسُوْرَةٍ مِنْ مِثْلِهِ وَادْعُوْا شُهَدَاءَكُمْ مِنْ دُوْنِ اللهِ إِنْ كُنْتُمْ صَادِقِيْنَ }
“ ถ้าหากพวกท่านสงสัยสิ่งที่เราได้ประทานลงไปให้แก่บ่าวของเรา ให้พวกท่านจงนำมาสักหนึ่งซูเราะห์ที่
เหมือนกับอัลกุรอานและพวกท่านจงเรียกผู้ที่จะช่วยเหลือพวกท่านอื่นจากอัลเลาะห์ให้มาช่วย ถ้าหากพวก
ท่านพูดจริง“ (อัลบะกอเราะห์: 23)
ในเมื่อชาวอาหรับเป็นพวกที่มีความสำนวนโวหารลึกซึ้งในการใช้ภาษาและมีความฉะฉาน– ยังไม่
สามารถนำแค่เพียงหนึ่งซูเราะห์ ที่เหมือนกับอัลกุรอานมาได้, ดังนั้นคนที่ไม่ใช่ชาวอาหรับก็คงไม่มี
ความสามารถยิ่งกว่า.
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่แน่ชัดว่าอัลกุรอานนี้มาจากอัลเลาะห์. พระองค์ตรัสว่า :
{ وَلَوْ كَانَ مِنْ عِنْدِ غَيْرِ اللهِ لَوَجَدُوْا فِيْهِ اخْتِلاَفًا كَثِيْرًا }
“ และถ้าหากอัลกุรอานไม่ได้มาจากอัลเลาะห์ พวกเขาจะต้องพบว่ามีข้อขัดแย้งกันในอัลกุรอานมากมาย“
(อันนิซาอ์: 82)
สาม: การอ่านอัลกุรอานเป็นอิบาดะห์:
หมายความว่าเป็นหน้าที่ของมุสลิมต้องอ่านอัลกุรอานให้มาก เพราะการอ่านนี้จะยกตำแหน่งของเขาให้สูงขึ้น
จะลบล้างความผิดต่างๆของเขาออกไปจะขัดเกลาพฤติกรรมของเขาให้ดีงาม และเปิดจิตใจของเขาให้สว่าง
ไสว.
อัลเลาะห์ตาอาลาตรัสว่า:
{ إِنَّ الَّذِيْنَ يَتْلُوْنَ كِتَابَ اللهِ وَأَقَامُوا الصَّلاَةَ وَأَنْفَقُوْا مِمَّا رَزَقْنَاهُمْ سِرًّا وَعَلاَنِيَةً يَرْجُوْنَ تَجَارَةً لَنْ تَبُوْرَ }
“ แท้จริงบรรดาผู้ที่อ่านคัมภีร์ของอัลเลาะห์ ดำรงละหมาด และบริจาคสิ่งที่เราได้ประทานให้แก่พวกเขาทั้ง
ในที่ลับและเปิดเผย พวกเขาหวังการค้าที่จะไม่ซบเซา“ (ฟาติร: 29)
และปรากฏในฮะดีษว่า:
“ ผู้ใดอ่านอักษรหนึ่งจากคัมภีร์ของอัลเลาะห์เขาได้หนึ่งความดีจากการอ่านนั้น, และหนึ่งความดีจะได้รับตอบ
แทนสิบเท่า, ฉันไม่ได้พูดว่าอะลิฟลามมีมเป็นหนึ่งอักษรแต่อะลิฟเป็นหนึ่งอักษรลามเป็นหนึ่งอักษรและ
ลามเป็นอีกหนึ่งอักษร“
และในอีกฮะดีษหนึ่งว่า:
“ อิบาดะห์ที่ประเสริฐที่สุดของประชากรของฉันคือการอ่านอัลกุรอาน“
และในฮะดีษที่สามว่า:
“ ผู้ชำนาญการอัลกุรอานจะได้อยู่ร่วมกับมะลาอิกะห์ที่ทรงเกียรติที่มีคุณธรรม, ส่วนคนที่อ่านอัลกุรอานตะกุกตะกักโดยที่เขาอ่านอัลกุรอานได้ยากเขาได้รับสองผลบุญ“
3- คำนิยามของอัลกุรอานุ้ลกะรีม นามชื่อของอัลกุรอาน และเป้าหมายของอัลกุรอาน
นิยามของ อัลกุรอานุ้ลกะรีม:
คือคำพูดของอัลเลาะห์ ที่เป็นมัวะอ์ญิซะห์, ซึ่งถูกประทานลงมาให้แก่ มุฮำหมัดศาสนทูตของพระองค์ บรรจุ
อยู่ในเล่ม รายงานถ่ายทอดต่อกันมาด้วยคนจำนวนมาก (ตะวาตุร), ซึ่งการอ่านอัลกุรอานเป็นอิบาดะห์.
(คำว่ามัวะอ์ญิซะห์: คือสิ่งท้าทายที่ผู้ถูกท้าทายไม่อาจนำมาได้เสมอเหมือน)
คำว่าอัลกุรอาน–ทางด้านภาษา- เป็นมัสดัรของฟิอิ้ล(ก่อร่ออะ) ที่มีความหมายว่า (ตะลา) ได้
อ่าน, และจากความหมายของมัสดัรนี้ได้ถูกถ่ายทอดและนำมาตั้งเป็นชื่อให้แก่คำพูดของอัลเลาะห์–
ตาอาลา- โดยนำเอามัสดัร“กุรอาน” (การอ่าน) ไปใช้ในความหมายของมัฟอูล “มักรูอ์”
(หมายถึงสิ่งที่ถูกอ่าน).
คำว่าอัลกุรอานในความหมายที่แปลว่า “ กิรออะห์” (การอ่าน) นั้นมีปรากฏในคำดำรัสของอัล
เลาะห์ตาอาลาที่ว่า:
{ لاَ تَحَرِّكْ بِهِ لِسَانَكَ لِتَعْجَلَ بِهِ * إِنَّ عَلَيْنَا جَمْعَهُ وَقُرْآنَهُ * فَإِذَا قَرَأْنَاهُ فَاتَّبِعْ قُرْآنَهُ }
“โอ้มุฮำหมัดเจ้าอย่าขยับลิ้นของเจ้าอ่านอัลกุรอาน เพราะเจ้ารีบร้อนอ่านก่อนที่ญิบรีลจะอ่านเสร็จ แน่แท้เป็น
หน้าที่ของเราที่จะต้องรวบรวมอัลกุรอานไว้ในอกของเจ้าและเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องอ่านอัลกุรอาน
เพื่อให้เจ้าจดจำดังนั้นเมื่อเราได้ให้ญิบรีลอ่านอัลกุรอานให้เจ้าฟังเจ้าจงอ่านตามโดยไม่ต้องรีบร้อน“ (อัลกิ
ยามะห์16- 18)
(คำว่า“ กุรอาน” ในอายะห์ที่17 และ18 มีความหมายว่า“ อ่าน” )
สำหรับคัมภีร์อัลกุรอานมีชื่อมากหมาย เช่น:
ก- (อัลฟุรกอน) เพราะอัลกุรอานจะแยกระหว่างสัจธรรม (อัลฮักก์) กับความมดเท็จ(อัลบาติล) อัล
เลาะห์ตาอาลา ตรัสว่า:
{ تَبَارَكَ الَّذِيْ نَزَّلَ الْفُرْقَانَ عَلَى عَبْدِهِ لِيَكُوْنَ لِلْعَالَمِيْنَ نَذِيْرًا }
“ ผู้ซึ่งประทานอัลฟุรกอนให้แก่บ่าวของพระองค์(มุฮำหมัด) ทรงจำเริญยิ่งเพื่อเขาจะเป็นผู้ตักเตือนแก่
ชาวโลกทั้งหลาย“ (อัลฟุรกอน: 1)
ข- (อัลกิตาบ) อัลเลาะห์ตาอาลาตรัสว่า:
{ اَلْحَمْدَ لِلّهِ الَّذِيْ أَنْزَلَ عَلَى عَبْدِهِ الْكِتَابَ وَلَمْ يَجْعَلْ لَهُ عِوَجًا }
“การสรรเสรญเป็นสิทธิ์แด่อัลเลาะห์ผู้ประทานอัลกิตาบให้แก่บ่าวของพระองค์และพระองค์มิได้ทำให้มันมี
การบิดเบือนใดๆ “ (อัลกะห์ฟิ: 1)
ค- (อัซซิกร์) อัลเลาะห์ตาอาลาตรัสว่า:
{ هذَا ذِكْرٌ مُبَارَكٌ أَنْزَلْنَاهُ أَفَأَنْتُمْ لَهُ مُنْكِرُوْنَ }
“ และนี่คือซิกร์ (คำตักเตือน) อันจำเริญยิ่ง ที่เราได้ประทานมันลงมา แล้วพวกเจ้ายังจะปฏิเสธมันอีกหรือ
“ (อัลอันบิยาอ์: 50)
ง- (อัตตันซีล) อัลเลาะห์ตาอาลาตรัสว่า:
{ وَإِنَّهُ لَتَنْزِيْلُ مِنْ رَبِّ الْعَالَمِيْنَ * نَزَلَ بِهِ الرُّوْحُ اْلأَمِيْنُ * عَلَى قَلْبِكَ لِتَكُوْنَ مِنَ الْمُنْذِرِيْنَ }
“ แท้จริงมันคือตันซีล(การประทานลงมา) จากองค์อภิบาลแห่งสากลโลก ญิบรีลผู้ซื่อสัตย์เป็นผู้นำลงมา ยังหัวใจของเจ้าเพื่อเจ้าจะเป็นผู้ตักเตือนคนหนึ่ง“ (อัชชุอะรออ์: 192- 194)
ที่กล่าวมานี้เป็นชื่อที่แพร่หลายของอัลกุรอาน, มีนักวิชาการหลายท่านที่กล่าวว่าอัลกุรอานยังมีอีก
หลายชื่อ, แต่ในความเป็นจริงแล้วชื่อเหล่านั้นเป็นคุณลักษณะของอัลกุรอาน ไม่ใช่เป็นชื่อ.
ส่วนเป้าหมายของอัลกุรอานที่อัลเลาะห์ได้ประทานอัลกุรอานลงมามีเป้าหมายหลายประการแต่ที่
สำคัญมีดังนี้:
หนึ่ง: ชี้นำมนุษยชาติ อัลกุรอานจะชี้นำสู่สิ่งที่ทำให้มนุษยชาติมีความสุขทั้งโลกดุนยานี้และโลกหน้า
อาคิเราะห์.
การชี้นำของอัลกุรอานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สำคัญคือ:
เป็นการชี้นำทั่วไป, ครบถ้วนสมบูรณ์, และชัดเจน
ก) เป็นการชี้นำทั่วไป:เพราะการชี้นำของอัลกุรอานครอบคลุมถึงมนุษย์ และญินในทุกเวลาและสถานที่.
อัลเลาะห์ตาอาลาได้ตรัสบัญชาแก่มุฮำหมัดศาสนทูตของพระองค์ให้อธิบายเรื่องดังกล่าวแก่พวกที่
มุฮำหมัดถูกส่งไปยังพวกเขา:
{ قُلْ أَيُّ شَيْءٍ أَكْبَرُ شَهَادَةُ قُلِ اللّهُ شَهِيْدٌ بَيْنِيْ وَبَيْنَكُمْ وَأُوْحِيَ إِلَيَّ هذَا الْقُرْآنُ ِلأُنْذِرَكُمْ بِهِ وَمَنْ بَلَغَ }
“ โอ้มุฮำหมัดจงกล่าวเถิดว่าสิ่งใดเป็นพยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด, จงตอบเถิดว่าอัลเลาะห์เป็นพยานระหว่างฉันกับ
พวกท่านและอัลกุรอานนี้ได้ถูกประทานลงมายังฉันเพื่อจะได้ใช้เป็นสิ่งตักเตือนพวกท่านและผู้ที่อัลกุรอานนี้
ไปถึง“ ( อัลอันอาม: 19)
หมายความว่าโอ้มุฮำหมัดจงกล่าวแก่พวกผู้ตั้งภาคีที่มาโต้เถียงกับท่านในเรื่องที่ท่านนำมาประกาศ
เชิญชวน. เจ้าจงถามพวกเขา สิ่งที่มีอยู่นี้มีสิ่งใดเป็นพยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกท่านจะยอมรับอย่างราบคาบ
? หลังจากนั้นอัลเลาะห์ได้ใช้ท่านนบีให้ตอบแก่พวกผู้ตั้งภาคีต่อคำถามนี้ด้วยข้อเท็จจริงที่ไม่มีผู้มีปัญญาคน
ใดกล้าโต้เถียงคือ: การเป็นพยานของอัลเลาะห์ยิ่งใหญ่ที่สุดแข็งแกร่งที่สุดและใสสะอาดที่สุด, เพราะเป็น
พยานของผู้ที่ไม่มีทางจะโกหกหรือผิดพลาด, และแท้จริงอัลเลาะห์– ซุบฮานะฮ์– ได้เป็นพยานยืนยันแล้วว่า
ฉันพูดจริงในสิ่งที่ฉันนำออกเผยแพร่ดังนั้นด้วยเหตุผลอันใดพวกท่านจึงขัดขวางการเผยแพร่ของฉัน, และ
ขัดขวางแนวทางที่ถูกต้อง?
ต่อมาอัลเลาะห์– ซุบฮานะฮ์- ก็ได้บรรยายว่าอัลกุรอานนั้นเป็นสิ่งที่ใช้ท้าทายอันเป็นนิรันดร์
(มัวะอ์ญิซะห์คอลิดะห์) สำหรับท่านนบี(ซ.ล) โดยพระองค์ตรัสว่า:
{ وَأُوْحِيَ إِلَيَّ هذَا الْقُرْآنُ ِلأُنْذِرَكُمْ بِهِ وَمَنْ بَلَغَ }
“ และอัลกุรอานนี้ได้ถูกประทานลงมายังฉันเพื่อจะได้ใช้เป็นสิ่งตักเตือนพวกท่านและผู้ที่อัลกุรอานนี้ไปถึง“
( อัลอันอาม: 19)
หมายความว่าอัลเลาะห์ตาอาลาได้ประทานอัลกุรอานนี้ให้แก่ฉันโดยทาง วะฮีย์ที่สัจจริงเพื่อฉัน
จะใช้เป็นสิ่งตักเตือนพวกท่านโอ้ชาวมักกะห์, และเพื่อใช้เป็นสิ่งตักเตือนแก่พวกที่อัลกุรอานนี้ไปถึงและที่คำ
ประกาศของอัลกุรอานไปถึงทั้งชาวอาหรับและที่ไม่ใช่ชาวอาหรับในทุกเวลาและสถานที่จนถึงวันกิยามะห์.
ประโยคนี้บ่งชี้ว่าการแต่งตั้งท่านนบี(ซ.ล) นั้นเป็นการทั่วไป(ไม่ได้เจาะจงประชาชาติใด),
เช่นเดียวกับที่บ่งชี้ว่าข้อบังคับใช้ของอัลกุรอานนั้นครอบคลุมถึงผู้ที่มีอยู่ในขณะที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา,
และยังครอบคลุมไปถึงผู้ที่จะมีมาภายหลังจากอัลกุรอานได้ประทานลงมาแล้วและคำประกาศเชิญชวนของ
อัลกุรอานไปถึงพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่เคยเห็นท่านนบี(ซ.ล).
มีปรากฏในฮะดีษว่า: “ พวกท่านจงเผยแพร่ศาสนาแทนอัลเลาะห์ดังนั้นผู้ใดที่อายะห์หนึ่งจากคัมภีร์
ของอัลเลาะห์ไปถึงเขาก็เท่ากับคำสั่งของอัลเลาะห์ไปถึงเขาแล้ว“
เล่าจากมุฮำหมัดบุตรกะอับว่า: “ ผู้ใดที่อัลกุรอานุ้ลกะรีมไปถึงเขาก็เท่ากับเขาได้เห็นท่านนบี
(ซ.ล) “
นับเป็นอายะห์อัลกุรอานที่บ่งชี้ว่าการชี้นำของอัลกุรอานเป็นการชี้นำทั่วไปอีกเช่นเดียวกันก็ได้แก่คำดำรัส
ของอัลเลาะห์ตาลาว่า:
{ قُلْ يَاأَيُّهَا النَّاسُ إِنِّيْ رَسُوْلُ اللهِ إِلَيْكُمْ جَمِيْعًا }
“ โอ้มุฮำหมัดจงประกาศเถิดว่ามนุษยชาติทั้งหลายแท้จริงฉันคือศาสนทูตของอัลเลาะห์ที่มายังพวกท่านทั้ง
มวล“ ( อัลอะอ์รอฟ: 158)
ข) ความครบถ้วนสมบูรณ์ของการชี้นำของอัลกุรอาน
เพราะการชี้นำของอัลกุรอานนั้นครอบคลุมโดยครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดถึงสิ่งที่มนุษยชาติรู้จักจาก
เรื่องต่างๆที่มนุษยชาติต้องการทั้งในหลักศรัทธา, หลักจรรยา, หลักอิบาดะห์, หลักการทำธุรกรรมและการ
ชี้นำของอัลกุรอานยังได้ช่วยจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับพระผู้เป็นเจ้าและกับโลกที่มนุษย์อาศัย
อยู่, การชี้นำของอัลกุรอานยังยืนหยัดอยู่บนเส้นทางอันมั่นคงระหว่างความต้องการของจิตวิญญาณกับความ
ต้องการของร่างกาย โดยไม่ให้น้ำหนักไปในทางใด, แนวทางของอัลกุรอานในเรื่องนี้ได้แก่คำดำรัสของอัล
เลาะห์ตาอาลาที่ว่า:
{ وَابْتَغِ فِيْمَا آتَاكَ اللهُ الدَّارَ الآخِرَةَ وَلاَ تَنْسَ نَصِيْبَكَ مِنَ الدُّنْيَا }
“ และเจ้าจงแสวงหาสิ่งที่อัลเลาะห์ได้ประทานแก่เจ้าเพื่ออาคิเราะห์ และอย่าลืมส่วนดีของเจ้าจากโลกนี้“
(อัลกอซอซ: 77)
และคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า:
{ يَا بَنِيْ آدَمَ خُذُوْا زِيْنَتَكُمْ عِنْدَ كُلِّ مَسْجِدٍ وَكُلُوْا وَاشْرَبُوْا وَلاَ تُسْرِفُوْا إِنَّهُ لاَ يُحِبُّ الْمُسْرِفِيْنَ }
“ โอ้ลูกหลานของอาดัมจงแต่งกายของพวกเจ้าให้เรียบร้อยณทุกมัสยิดเถิดพวกเจ้าจงกินจงดื่มและอย่า
ฟุ่มเฟือยเพราะพระองค์ไม่โปรดพวกที่ฟุ่มเฟือย“ (อัลอะอ์รอฟ: 31)
และคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า:
{ فَإِذَا قُضِيَتِ الصَّلاَةُ فَانْتَشِرُوْا فِى اْلأَرْضِ وَابْتَغُوْا مِنْ فَضْلِ اللهِ وَاذْكُرُوا اللهَ كَثِيْرًا لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُوْنَ }
“ เมื่อเสร็จจากละหมาดพวกเจ้าจงแยกย้ายกันไปในหน้าแผ่นดินและจงแสวงหาความโปรดปรานของอัลเลาะห์
และจงรำลึกถึงอัลเลาะห์ให้มากแน่นอนว่าพวกเจ้าจะได้รับความสุข” (อัลญุมอะห์: 10)
ง- ความชัดเจนของการชี้นำของอัลกุรอาน:
อัลกุรอานแจ่มชัดเป็นอย่างยิ่งในการนำเสนอเรื่องราวและประเด็นต่างๆเป็นการนำเสนอที่ประณีตและเร้า
ใจมีสื่อของความชัดเจนและแรงกระตุ้นให้เกิดความพึงพอใจอยู่อย่างพร้อมมูล ด้วยรูปแบบที่โดดเด่นใน
ความลึกซึ้งและคำบรรยายที่หมดจดงดงาม.
เราสามารถที่จะสำผัสสิ่งดังกล่าวได้อย่างชัดแจ้งในทุกเรื่องที่มีอยู่ในอัลกุรอาน: อาทิเช่นประวัติต่างๆ
, ข้อเปรียบเทียบ, บทบัญญัติ, หลักศรัทธา, หลักจรรยา, ข้อแนะนำ, ที่ครอบคลุมทุกกิจการทั้งทาง
ศาสนาและทางโลก…
อัลเลาะห์ทรงสัจจะที่พระองค์ตรัสว่า:
{ اَللهُ نَزَّلَ أَحْسَنَ الْحَدِيْثِ كِتَابًا مُتَشَابِهًا مَثَانِيَ تَقْشَعِرُّ مِنْهُ جُلُوْدُ الَّذِيْ يَخْشَوْنَ رَبَّهُمْ ثُمَّ تَلِيْنُ جُلُوْدُهُمْ وَقُلُوْبُهُمْ إِلَى ذِكْرِ اللهِ ذلِكَ هُدَى اللهِ يَهْدِيْ بِهِ مَنْ يَشَاءُ وَمَنْ يُضْلِلِ اللهُ فَمَالَهُ مِنْ هَادٍ }
“ อัลเลาะห์ได้ประทานถ้อยคำที่งดงามเป็นคัมภีร์ที่มีความคล้องจองซ้ำๆกัน ผิวหนังของพวกที่ยำเกรง
องค์อภิบาลของพวกเขาลุกชันขึ้นเมื่อได้รับฟังถ้อยคำที่งดงามนั้น แล้วต่อมาผิวหนังและหัวใจของพวกเขา
จะสงบลงสู่การรำลึกถึงอัลเลาะห์นั่นคือการชี้นำของอัลเลาะห์ที่พระองค์จะชี้นำแก่ผู้ที่พระองค์ประสงค์
และผู้ใดที่พระองค์ให้หลงผิดจะไม่มีผู้ใดชี้นำทางที่ถูกต้องให้แก่เขาได้“ (อัซซุมัร: 23 )
สอง: การท้าทาย(อัลเอียะอ์ญาซ)
หมายความว่าอัลกุรอานเป็นสิ่งที่ใช้ท้าทายอันเป็นนิรันดร์ของท่านนบี(ซ.ล) (ที่ผู้ถูกท้าทายต้องยอม
จำนน) ยืนยันสัจจะในสิ่งที่ท่านได้นำมาเผยเเพร่จากองค์อภิบาลของท่าน.
หลักฐานที่ว่าอัลกุรอานเป็นสิ่งท้าทายมวลมนุษย์ทั้งปวง– หมายความว่า: มนุษย์ไม่มีความสามารถ
จะนำสิ่งที่อัลกุรอานได้ท้าทายมาได้ - อัลกุรอานได้ท้าทายมนุษย์ให้นำมาเหมือนอัลกุรอานแต่มนุษย์ก็ไม่มี
ความสามารถนำมาได้. อัลเลาะห์ ตาอาลาตรัสว่า :
{ فَلْيَأْتُوْا بِحَدِيْثٍ مِثْلِهِ إِنْ كَانُوْا صَادِقِيْنَ }
“ ให้พวกเขาจงนำถ้อยคำที่เหมือนกับอัลกุรอานมาถ้าหากพวกเขาพูดความจริง “ ( อัตตูร: 34)
ต่อมาอัลกุรอานได้ท้าทายพวกเขาให้นำมาสักสิบซูเราะห์ที่เหมือนกับอัลกุรอานแต่พวกเขาก็ไม่
ประสพผลสำเร็จ อัลเลาะห์ตาอา ตรัสว่า:
{ أَمْ يَقُوْلُوْنَ افْتَرَاهُ قُلْ فَأْتُوْا بِعَشْرِ سُوَرٍ مِثْلِهِ مُفْتَرَيَاتٍ وَادْعُوْا مَنِ اسْتَطَعْتُمْ مِنْ دُوْنِ اللهِ إِنْ كُنْتُمْ صَادِقِيْنَ }
“ หรือพวกเขากล่าวว่ามุฮำหมัดปลอมแปลงอัลกุรอานขึ้นมา โอ้มุฮำหมัดจงกล่าวเถิดว่าถ้าเช่นนั้นให้พวกท่าน
นำมาสักสิบซูเราะห์ที่ปลอมแปลงขึ้นเหมือนอัลกุรอาน และพวกท่านจงเรียกผู้ที่พวกท่านเห็นว่ามี
ความสามารถอื่นจากอัลเลาะห์ให้มาช่วยถ้าหากพวกท่านพูดจริง “ (ฮูด: 13)
และต่อมาอัลกุรอานก็ได้ท้าทายพวกเขาให้นำมาเพียงหนึ่งซูเราะห์ที่เหมือนกับอัลกุรอานและพวกเขา
ก็ไม่สามารถนำมาได้. อัลเลาะห์ตรัสว่า:
{ وَإِنْ كُنْتُمْ فِيْ رَيْبٍ مِمَّا نَزَّلْنَا عَلَى عَبْدِنَا فَأْتُوْا بِسُوْرَةٍ مِنْ مِثْلِهِ وَادْعُوْا شُهَدَاءَكُمْ مِنْ دُوْنِ اللهِ إِنْ كُنْتُمْ صَادِقِيْنَ }
“ ถ้าหากพวกท่านสงสัยสิ่งที่เราได้ประทานลงไปให้แก่บ่าวของเรา ให้พวกท่านจงนำมาสักหนึ่งซูเราะห์ที่
เหมือนกับอัลกุรอานและพวกท่านจงเรียกผู้ที่จะช่วยเหลือพวกท่านอื่นจากอัลเลาะห์ให้มาช่วย ถ้าหากพวก
ท่านพูดจริง“ (อัลบะกอเราะห์: 23)
ในเมื่อชาวอาหรับเป็นพวกที่มีความสำนวนโวหารลึกซึ้งในการใช้ภาษาและมีความฉะฉาน– ยังไม่
สามารถนำแค่เพียงหนึ่งซูเราะห์ ที่เหมือนกับอัลกุรอานมาได้, ดังนั้นคนที่ไม่ใช่ชาวอาหรับก็คงไม่มี
ความสามารถยิ่งกว่า.
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่แน่ชัดว่าอัลกุรอานนี้มาจากอัลเลาะห์. พระองค์ตรัสว่า :
{ وَلَوْ كَانَ مِنْ عِنْدِ غَيْرِ اللهِ لَوَجَدُوْا فِيْهِ اخْتِلاَفًا كَثِيْرًا }
“ และถ้าหากอัลกุรอานไม่ได้มาจากอัลเลาะห์ พวกเขาจะต้องพบว่ามีข้อขัดแย้งกันในอัลกุรอานมากมาย“
(อันนิซาอ์: 82)
สาม: การอ่านอัลกุรอานเป็นอิบาดะห์:
หมายความว่าเป็นหน้าที่ของมุสลิมต้องอ่านอัลกุรอานให้มาก เพราะการอ่านนี้จะยกตำแหน่งของเขาให้สูงขึ้น
จะลบล้างความผิดต่างๆของเขาออกไปจะขัดเกลาพฤติกรรมของเขาให้ดีงาม และเปิดจิตใจของเขาให้สว่าง
ไสว.
อัลเลาะห์ตาอาลาตรัสว่า:
{ إِنَّ الَّذِيْنَ يَتْلُوْنَ كِتَابَ اللهِ وَأَقَامُوا الصَّلاَةَ وَأَنْفَقُوْا مِمَّا رَزَقْنَاهُمْ سِرًّا وَعَلاَنِيَةً يَرْجُوْنَ تَجَارَةً لَنْ تَبُوْرَ }
“ แท้จริงบรรดาผู้ที่อ่านคัมภีร์ของอัลเลาะห์ ดำรงละหมาด และบริจาคสิ่งที่เราได้ประทานให้แก่พวกเขาทั้ง
ในที่ลับและเปิดเผย พวกเขาหวังการค้าที่จะไม่ซบเซา“ (ฟาติร: 29)
และปรากฏในฮะดีษว่า:
“ ผู้ใดอ่านอักษรหนึ่งจากคัมภีร์ของอัลเลาะห์เขาได้หนึ่งความดีจากการอ่านนั้น, และหนึ่งความดีจะได้รับตอบ
แทนสิบเท่า, ฉันไม่ได้พูดว่าอะลิฟลามมีมเป็นหนึ่งอักษรแต่อะลิฟเป็นหนึ่งอักษรลามเป็นหนึ่งอักษรและ
ลามเป็นอีกหนึ่งอักษร“
และในอีกฮะดีษหนึ่งว่า:
“ อิบาดะห์ที่ประเสริฐที่สุดของประชากรของฉันคือการอ่านอัลกุรอาน“
และในฮะดีษที่สามว่า:
“ ผู้ชำนาญการอัลกุรอานจะได้อยู่ร่วมกับมะลาอิกะห์ที่ทรงเกียรติที่มีคุณธรรม, ส่วนคนที่อ่านอัลกุรอานตะกุกตะกักโดยที่เขาอ่านอัลกุรอานได้ยากเขาได้รับสองผลบุญ“

banner


๑๕-๐๖-๒๕๕๔ Hits:1530 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๑๕-๐๖-๒๕๕๔ Hits:1406 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๑๔-๐๖-๒๕๕๔ Hits:1534 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๑๔-๐๖-๒๕๕๔ Hits:1645 ถามตอบจุฬา Super User
คำถามที่ 37 อิดดะห์มีกี่อย่าง จะหมดอิดดะห์อย่างไร ?
Read more๑๔-๐๖-๒๕๕๔ Hits:1456 ถามตอบจุฬา Super User
คำถามที่ 36 การตะฮั้ลลุ้ลเอาวั้ล ในพิธีฮัจญ์ทำอย่างไร เข้าเวลาเมื่อไหร่ พร้อมกันไหม ?
Read more๑๔-๐๖-๒๕๕๔ Hits:1433 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๑๔-๐๖-๒๕๕๔ Hits:1438 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๑๔-๐๖-๒๕๕๔ Hits:1401 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๑๔-๐๖-๒๕๕๔ Hits:1506 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๒๕-๐๔-๒๕๕๔ Hits:2374 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๒๕-๐๔-๒๕๕๔ Hits:2277 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๒๕-๐๔-๒๕๕๔ Hits:2454 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๒๕-๐๔-๒๕๕๔ Hits:2802 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๒๕-๐๔-๒๕๕๔ Hits:2404 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๒๕-๐๔-๒๕๕๔ Hits:2427 ถามตอบจุฬา Super User
Read more๒๕-๐๔-๒๕๕๔ Hits:2474 ถามตอบจุฬา Super User
คนใบ้ จะเป็นวะลี แต่งงานลูกสาวของตน จะทำอย่างไร ?
Read more๒๕-๐๔-๒๕๕๔ Hits:2448 ถามตอบจุฬา Super User
Read morebanner

บาท(ไทย) - ปอนด์(อียิปต์)
ปอนด์(อียิปต์) - บาท(ไทย)
...











บาท(ไทย) - ปอนด์(อียิปต์)
ปอนด์(อียิปต์) - บาท(ไทย)







